วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

We Sing. We Dance. We Steal Things.


หลังจากอัลบั้มที่สอง เจสันใช้เวลาพักผ่อน ทุ่มเทเวลากับสิ่งรอบตัว ค้นพบความสงบภายในตัวเอง และกลับสู่จุดเริ่มต้นคือการออกแสดงในผับเล็กๆแถวบ้าน ระหว่างนี้เองเจสันได้แต่งเพลง และใช้เพลงใหม่นี้ตามโชว์เล็กๆในยุโรปและอเมริกา ก่อนวางจำหน่ายอัลบั้มที่สามในเดือนพฤษภาคม 2008 เจสันได้แยกเพลงต่างๆในสตูดิโออัลบั้มออกเป็น EP เพลงอะคูสติก 3 ชุด คือ We Sing (จำหน่ายแบบจำกัดในเดือนมีนาคม) We Dance (จำหน่ายแบบจำกัดในเดือนเมษายน) และ We Steal Things (ออกวางจำหน่ายพร้อมกับสตูดิโออัลบั้ม We Sing. We Dance. We Steal Things.) อัลบั้มนี้เจสันได้พบกับ Martin Terefe โพรดิวเซอร์ที่เคยร่วมงานกับ Coldplay และ James Morrison อีกทั้งยังได้ James Morrison และ Colbie Caillait มาร่วมร้องในอัลบั้มนี้ด้วย

ในอัลบั้ม We Sing. We Dance. We Steal Things. นับว่าเป็นมิติใหม่ทางดนตรีสำหรับเจสัน เพราะมีการใช้เครื่องเป่าทองเหลืองเข้ามาเสริมความคึกคัก การนำเครื่องสายมาเพิ่มความละเมียดละไม และวงประสานเสียงให้ได้ความอลังการมากขึ้น อีกทั้งทักษะการแต่งเพลงของเขาก็พัฒนาขึ้น จากการร่วมมือกับเพื่อนนักแต่งเพลง เล่นเกมแต่งเพลงจาก keyword เช่น Coyote, Butterfly เป็นต้น และการทำงานหนักของเขาก็ได้ผลตอบรับที่ดีเป็นรางวัล ซิงเกิ้ลแรก I’m Yours ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 6 ใน Billboard Hot 100 จำหน่ายได้กว่า 3 ล้านก๊อปปี้ในอเมริกา และกว่า 5 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ส่วนตัวอัลบั้มได้รับรางวัลแพลทินัม จากยอดขายเกินกว่า 1 ล้านก๊อปปี้ในอเมริกา และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ครั้งที่ 51 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ถึง 3 รางวัล คือ Song Of The Year จากเพลง I’m Yours, Best Male Pop Vocal Performance จากเพลง I’m Yours และ Best Engineered Album (Non-classical)

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 เจสันเริ่มทัวร์ทั่วโลกที่กรุงโซล เกาหลีใต้ หลังจากงานประกาศรางวัลแกรมมี่ ทัวร์ครั้งนี้กินระยะเวลาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ครอบคลุมทั้งทวีปเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา

MR. A-Z

เดือนสิงหาคม 2005 อัลบั้มที่ 2 ของเจสันก็ถูกวางจำหน่าย ภายใต้สังกัดใหม่คือ แอตแลนติก เรคอร์ดส (Atlantic Records) โดยมี Wordplay เป็นซิงเกิ้ลแรก และ Geek In The Pink เป็นซิงเกิ้ลที่สอง ตัวอัลบั้มขึ้นถึงอันดับที่ 5 ใน Billboard 200 Album Chart ในสัปดาห์แรก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จด้านยอดขายและยอดแอร์เพลย์เท่าที่ควร ถึงแม้จะเป็นอัลบั้มที่เจสันได้นำเอาทักษะทางดนตรีทุกอย่างในตัวกลั่นออกมาเป็นอัลบั้มชุดนี้ก็ตาม
เจสันได้พูดถึงอัลบั้มนี้ว่า เขาทำอัลบั้มนี้ระหว่างการทัวร์เพื่อสนับสนุนอัลบั้มแรก มีความกดดันและความคาดหวังมากมาย เป็นเหมือนการบ้านโรงเรียนไม่มีผิด แต่กระนั้น MR. A-Z ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ (Grammy Awards) ปี 2006 ในสาขา Best Engineer Album

Waiting For My Rocket To Come


อัลบั้มแรกของเจสันออกวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2003 ในอัลบั้มนี้เขาได้ร่วมงานกับ John Alagia ที่เคยโพรดิวซ์งานให้กับ Dave Matthews Band และ John Mayer โดยมี The Remedy (I Won’t Worry) เป็นซิงเกิ้ลแรก เพลงพูดถึงการเอาชนะความเศร้าหมองด้วยการมองโลกในแง่ดี ซึ่งเจสันได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนวัยเด็ก Charlie Mingroni ที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งกระดูก เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ 15 ใน Billboard Hot 100 Chart ส่วนอัลบั้ม Waiting For My Rocket To Come ก็ได้รับรางวัลแพลทินัมจากสมาคมแผ่นเสียงแห่งอเมริกา (RIAA) ในฐานะที่มียอดจำหน่ายอัลบั้มมากกว่า 1 ล้านก๊อปปี้ในอเมริกา

ความสำเร็จอย่างท่วมท้นแม้เพียงอัลบั้มแรก เป็นเพราะเพลงของเจสันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของดนตรีหลากหลาย ทั้ง โฟล์ค ป๊อป ร็อก และฮิปฮอป ซึ่งทักษะการร้องแบบกึ่งแร็ปและการแต่งเนื้อเพลงที่เป็นการเล่นคำได้อย่างแยบยล ทำให้เจสันเป็นความแปลกใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกันในช่วงนั้น อีกทั้งการแสดงสดของเขาก็ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนเพลงแบบปากต่อปาก เพื่อเป็นการสนองตอบเสียงเรียกร้องของแฟนเพลง Tonight Not Again : Jason Mraz Live At Eagle Ballroom อัลบั้มบันทึกการแสดงสดจาก Eagle Ballroom ที่เมืองคลีฟแลนด์ (Cleveland) รัฐโอไฮโอ (Ohio) จึงได้ออกวางจำหน่ายในปี 2004

เริ่มต้นสู่การเป็นศิลปิน

การแสดงของเจสันและอัลบั้มเดโมที่น่าประทับใจ กลายเป็นความสำเร็จแบบปากต่อปาก จนได้ดึงดูดแมวมองจากอีเล็กตร้า เรคอร์ดส (Elektra Records) ให้มาชมการแสดง ไม่น่าแปลกใจที่แมวมองรายนั้นประทับใจเจสันเป็นอย่างมาก และเจสันได้เซ็นสัญญากับอีเล็กตร้าในปี 2002 เพื่อต้อนรับศิลปินคนใหม่ในค่าย อีเล็กตร้าในจัดโชว์ให้เจสันขึ้นที่ Mercury Lounge กรุงนิวยอร์ก คนดูที่อัดแน่นอยู่ในนั้นมีทั้งพนักงานของค่ายและนักศึกษา Fred Shuster นักข่าวของ Los Angeles Daily News รำลึกถึงโชว์ครั้งนั้นว่า เขาแปลกใจและประทับใจมาก เพราะนักศึกษาเป็นแฟนเพลงของเจสันจากอีเมล พวกเขาร้องตามได้ทุกเพลง ถึงแม้จะอยู่คนละฝั่งประเทศก็ตาม

สู่ตะวันตก

ต้นสหัสวรรษใหม่เจสันก็จากบ้านเกิดอีกครั้งเพื่อตามหาฝันในฝั่งตะวันตก เขาขับรถจากแมคานิกส์วิลล์ในฝั่งตะวันออกสุดสู่ซานดิเอโก สุดเขตด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา ที่นี่เองเจสันได้เริ่มต้นอาชีพการเป็นนักร้องนักแต่งเพลง ด้วยการร้องเพลงในผับชื่อดังของเมืองคือ Java Joe’s เจสันเปิดแสดงโชว์เล็กๆทุกวันพฤหัสบดี จากคนดูเพียงไม่กี่คน จนกลายเป็นคนดูเต็มร้านในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และที่นี่เองที่เจสันได้พบกับโทค่า (Noel “Toca” Rivera) นักร้องและนักเพอร์คัสชั่น ทั้งคู่ออกแสดงที่ Jova Joe’s จนได้รับเชิญจากคลับในลอสแอนเจลิสและเมืองใกล้เคียงให้ไปเปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จเล็กๆในฐานะคู่หูดนตรีสดนี่เอง ที่ทำให้โทค่าตัดสินใจลาออกจากงานประจำคือตำรวจ เพื่อทุ่มเทให้กับการโชว์อย่างเต็มที่ ระหว่างนี้เจสันและโทค่าก็ได้ทำอัลบั้มเดโมในชื่อ Live At Java Joe’s ซึ่งมีเพลงอย่าง You And I Both, 1000 Things และเพลงได้รับการเปิดออกอากาศในสถานีวิทยุท้องถิ่นในซานดิเอโก

มุ่งสู่นิวยอร์กและค้นพบตัวเอง

หลังจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย เจสันเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาในสาขา Musical Theatre ที่ American Musical And Dramatic Academy, New York ที่นี่เองเจสันเริ่มหัดเล่นกีตาร์และค้นพบว่าการเล่นดนตรีและแต่งเพลงคือเป้าหมายต่อไปของตัวเอง เจสันให้สัมภาษณ์ว่า เขามองไม่เห็นตัวเองว่าจะสู้กับคนกว่า 200-300 คนในการออดิชั่นแต่ละครั้งเพื่อบทเดียวได้ และการร้องเพลง เต้นรำ แสดงในบทเดียวเป็นเวลาหลายเดือนนั้น ไม่ใช่ตัวตนของเขาเลย เจสันจึงดรอปการเรียนและกลับสู่บ้านเกิดในแมคานิกส์วิลล์

หากเทียบตามมาตรฐานของสังคมแล้ว ชีวิตในบ้านเกิดของเจสันอาจไม่สวยหรู เพราะเจสันทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน ขณะที่ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ดนตรี เจสันให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ตอนกลางวันทำงานเป็นพนักงานไปรษณีย์ของ US Postal ส่วนกลางคืนก็ทำงานเป็นภารโรงในโรงเรียน ขณะที่ขัดพื้นไปก็ฟังเดโมจากเฮดโฟนไปด้วย

วัยเด็กและครอบครัว

เจสัน โทมัส มราซ (Jason Thomas Mraz) เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1977 ที่เมืองแมคานิกส์วิลล์ (Mechanicsville) ในรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) สหรัฐอเมริกา เป็นลูกชายของคุณแม่ June และคุณพ่อ Thomas มีพี่สาว 1 คน คือ Candace เมื่อเจสันอายุได้ 4 ขวบพ่อและแม่ก็แยกทางกัน และต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวของตน ทำให้เจสันมีน้องต่างพ่อและต่างแม่ แต่การแยกกันอยู่ของทั้งคู่ไม่ค่อยส่งผลกับเจสันเท่าใดนักเพราะยังอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน และแบ่งสิทธิ์การเลี้ยงดูคนละครึ่ง เจสันเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียน Lee-Davis High ขณะเรียนอยู่ที่นี่เจสันได้เข้าร่วมในคณะประสานเสียงและคณะละครเวทีของโรงเรียน รวมทั้งเป็นหนึ่งในเชียร์ลีดเดอร์ชายเพียงไม่กี่คนอีกด้วย ในช่วงอายุ 13 ปี พรสวรรค์ด้านการร้องเพลงของเจสันทำให้เขาได้อยู่ในวง R&B ท้องถิ่นชื่อ Dressed To Kill ซึ่งสมาชิกแต่ละคนล้วนอยู่ในวัย 20